เมื่อนักเรียนได้รับมอบหมายจากครูให้ร่วมกันจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ สิ่งที่นักเรียนสงสัยประการแรกคือ
โครงานวิทยาศาสตร์ คืออะไร
" โครงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเพื่อพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ
ทางวิทยาศาสตร์ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาโดยมี
ครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา"
จากข้อความข้างต้น นักเรียนสงสัยคำที่ขีดเส้นใต้ที่ว่า
- การศึกษา หมายถึง อะไร ตอบ เป็นการดำเนินการด้วยวิธีต่าง ๆ ให้ได้มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจ ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่ตนเองและผู้อื่น
วิธีต่าง ๆ คือ วิธีอะไร ตอบ วิธีการทางวิทยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ อะไร ตอบ ......
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีกระบวนการที่เป็นแบบแผนมีขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยขั้นตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิทยาศาสตร์
แบบแผน เป็น แผนแบบใด แผนที่มีการดำเนินการต่อไปนี้ คือ มีการสังเกต การตั้งปัญหา การตั้งสมมติฐาน ออกแบบการทดลองการดำเนินการทดลอง และสรุปผลการทดลอง ซึ่งก็หมายถึงระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) มีดังนี้
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. ขั้นสังเกตเพื่อระบุปัญหา คือการระบุปัญหา หรือสิ่งที่ต้องการศึกษา และกำหนด ขอบเขตของปัญหา
2. ขั้นตั้งสมมติฐาน คือการคิดคำตอบที่คาดหวังว่าควรจะเป็น หรือการคาดเดาคำตอบ ที่จะได้รับ
3. ขั้นการรวบรวมข้อมูล คือการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบ สมมติฐานที่ตั้งไว้ว่าถูกหรือผิด โดยมีหลักฐานยืนยัน อาจทำได้โดยการสังเกต หรือการทดลอง
4. ขั้นสรุปผล คือการสรุปว่าจะปฏิเสธ หรือยอมรับสมมติฐาน ตามหลักเหตุและผล เพื่อให้ได้คำตอบของปัญหา
ปัญหา คืออะไร
ในชีวิตประจำวันนักเรียนจะพบอุปสรรคต่าง ๆ มามาย อุปสรรค คือ สิ่งที่ขัดขวาง ปิดกัน กัน ไม่ให้เราดำเนินการไปสู่เป้ามายที่กำหนด แล้วปัญหาที่ในทางวิทยาศาสตร์มีความเหมือนหรือแตกต่างจากปัญหาอื่นทั่วไปอย่างไร....
ข้อสังเกตุ สิ่งใดที่เป็นเหตุการณ์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำ ๆ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในกรอบของความเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ย่อมแก้ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ได้ เช่น แม่น้ำสสายนี้มีปลาตายจำนวนมาก ถึงแม้นว่าตอนนี้มีปลาอยู่จำนวนมาก อนาคตมีความเป็นไปได้ว่าโอกาสที่ปลายจะตายในบ่อน้ำอี ก็เป็นไปได้.... แล้วปัญหาของเหตุการณ์นี้ คือ ปลาตาย
จากที่กล่าวมาข้างตนนักเรียนพอจะเริ่มรู้ว่าโครงงานนั้นหมายถึง กระบวนการที่นักเรียนจำเป็นต้องร่วมกันดำเนินการแก้ปัญหาด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครูหรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ปรึกษา แล้วนำเสนอผลงานงานต่อบุคคลที่สนใจต่อไป
ความรู้ใหม่ ๆ เป็นแบบไหน ซึ่งมีคนมากกมายทั่วโลก ต่างก็ศึกษา แล้วความรู้ใหม่ ๆ จะเกิดได้อย่างไร..........
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จะมีการกำหนดกรอบการศึกษา ซึ่งกรอบการศึกษาดังกล่าว จะใช้ได้ในการศึกษาครั้งนั้น ๆ หากใครทำโครงงานก่อนเรา เช่น ตัวอย่างโครงงงานที่ห้องสมุด สสวท.บันทึกไว้
*********************************************************************************************************************
โรงเรียนท้ายเหมืองวิทยา อำเภอท้ายเหมือง พังงา 2540 ม.ต้น ชนะการประกวดรางวัลที่ 2 ทั่วไป ภาคใต้
เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมระหว่างมดกับหนอนชอนเปลือกต้นลองกองในที่ร่มและกลางแจ้ง
จากชื่อเรื่อง ประกอบไปด้วย ตัวแปรต้น คือ ในร่ม และกลางแจ้ง,
มด และ หนอน
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมมดและหนอนซอนเปลือกต้นลองกอง
ตัวแปรควบคุม คือ .......................
ตอบ สวนลองกองราษฎร์สภา จ.พังงา ปี 2540
ปัญหาของเรื่องคืออะไร .... จาการสังเกตปริมาณหนอนซอนเปลือกต้นลองกองมีจำนวนแที่แตกต่างกัน จากข้อจริง(Fact) ในเบื้องตนของการสังเกตุพบว่า สวนลองกลองกลางแจ้งพบหนอนซอนเปลือกต้นลองกองน้อยกว่า
ข้อแตกต่างของสองสวนนี้คือ แสงแดด นั้นสมมุติฐานที่ทำให้หนอนซอนเปลือกต้นลองกองต่างกัน คือ แสงแดด
กระบวนการพิสูจน์สมมุติฐานด้วยการสำรวจต้นลองกองในสวนก็พบว่า สวนที่มีแสงแดดจัดก็ยังมีหนอนซอนเปลือกต้นลองกอง...
สรุปในเบื้องตน แสงแดดคงไม่ใช่ตนเหตุแห่งความแตกต่างของหนอนซอนเปลือกต้นลองกอง
อะไรน่าจะเป็นสาเหตุ....
นักเรียนเข้าปรึกษาครู ถึง วิถีชีวิต หรือ วงจรชีวิตหนอนดังกล่าว เป็นอย่างไร หนอนนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตอื่นหรือไม่....
นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมอีก.... และพบว่า มีนก มีกิ้งกว่า จิ้งจก งู มด สัตว์ใดน่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณของหนอนที่พบมากกว่า....
นักเรียนก็ต้องออกไปสังเกตเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมหนอนซอนเปลือกต้นลองกอง จึงได้พบว่า ที่เฝ้า ๆ อยู่ ก็เห็นมดมันกัดกินหนอนตัวใหญ่กว่ามดนั้นเอง ส่วนสัตว์อื่น ๆ สังเกตไม่ทัน
จากการเฝ้าสังเกตุซ้ำ ๆ จึงเกิด ความรู้ใหม่ที่ว่า มดหลาหลายชนิดมีผลต่อหนอนซอนเปลือกต้นลองกอง
จึงได้ข้อสรุปที่ว่า
ปรากฏว่ามดที่พบได้แก่ มดเหม็น มดดำ มดง่าม มดขายาวและมดแดง หนอนชอนเปลือกที่พบมี 2 ชนิดคือ หนอนชนิดตัวใหญ่ (Cossus chloratas) และหนอนชนิดตัวเล็ก (Prasinoxena metaleuca) ผลการสำรวจปริมาณหนอนชอนเปลือกซึ่งทำให้ตาดอกไม่พัฒนามีความสัมพันธ์กับปริมาณมดง่าม บริเวณที่ร่มจะมีปริมาณมดง่ามมากปริมาณหนอนชอนเปลือกน้อย เป็นไปได้ว่ามดง่ามเป็นผู้ล่าหนอนชนิดนี้
**********************************************************
ถ้าเราจะทำโครงงานแบบดังกล่าว และไม่ซ้ำ คือ ใช้กลุ่มตัวอย่างจังหวัดอื่น เช่น จังหวัดพัทลุง หรือจังหวัดภาคใต้ที่ปลูกต้นลองกอง ก็ถือว่าไม่ซ้ำ ก็จะเป็นความรู้ใหม่ที่ว่านอกเหนือจากจังหวัดพังงาแล้ว จังหวัดอื่น ๆ มีปัญหาเช่นเดียวหันหรือไม่ ตอบ..... ไม่แน่ใจ ต้องพิสูจน์ดู...
นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่ง สสวท.ก็ได้จัดทำทะเบียบโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับนักเรียนไว้อย่างเป็นระบบ
คลิกที่นี่
ที่มา http://elib.ipst.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=gsf&frm=simsch&db=scp&skin=u&lang=1
วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
การเจริญเติบโตและระบบอวัยวะภายในของมนุษย์
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
การเจริญเติบโตและระบบอวัยวะภายในของมนุษย์ จัดทำขึ้นจากประสบการณ์และการศึกษาสภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
นักเรียนส่วนใหญ่ ขาดทักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นี้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
สอดคล้องกับธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์รวมทั้งสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาสาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะ
สร้างองค์ความรู้ สามารถคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ
และคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ สามารถสื่อสารความเข้าใจตรงกัน เกิดค่านิยมทางสังคมที่ดีต่อกัน
ตลอดจนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
1.
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 1
สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
การเจริญเติบโตและระบบอวัยวะภายในของมนุษย์ ประกอบด้วยชุดกิจกรรมทั้งหมด 10 ชุดดังนี้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่
6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
ชุดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณครูและนักเรียนที่นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
ธรรมศักดิ์ ช่วยวัฒนะ
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559
การจำแนกระหว่างเนื้อเยื่อ(tissues) กับอวัยวะ (organs)
สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ประกอบไปด้วยหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด คือ เซลล์ (Cell) บางชนิดดำรงชีวิตได้ด้วยเซลล์เดียว แต่บางชนิดจำเป็นต้องอาศัยเซลล์หลาย ๆ เซลล์ประกอบกัน เซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกันเรียกว่า เนื้อเยื่อ (tissues) เช่น เนื้อเยื่อผุผิว เม็ดเลือด กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ เยื่อประสาท และเนื้อเยื่อหลายเนื้อเยื่อมารวมกันหรือทำหน้าที่อย่างเดียวกันเราจะเรียกว่าอวัยวะ (Organs) เช่น ผิวหนัง หัวใจ ตับ ม้าม ลิ้น ปาก มือ หัว หู เป็นต้น
เมื่อนักเรียนมีคำถามครูว่า "การจำแนกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อกับอวัยวะต่างกันอย่างไร"
ตอบ เมื่อเซลล์หลาย ๆ เซลล์มาอยู่ร่วมกันสัมพันธ์กันเพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เรียกกว่าเนื้อเยื่อ ส่วนนื้อเยื่อหลายเนื้อเยื่อมารวมกันหรือทำหน้าที่อย่างเดียวกันเราจะเรียกว่าอวัยวะ
นักเรียนยังคงงงต่อไปแน่ ตัวอย่างที่จะทำความกระจ่างให้แก่นักเรียน ดังนี้
ระบบการทำงานของร่างกาย เนื้อเยื่อ อวัยวะ
ระบบสร้างเม็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ต่อมไทมัส
น้ำเลือด ม้าม
เกล็ดเลือด ตับ
ระบบประสาท สมอง
ไขสันหลัง
ระบบหมุนเวียนเลือด น้ำเลือด หลอดเลือด
เม็ดเลือด หัวใจ
ลิ้นหัวใจ
ระบบหายใจ จมูก
คอหอย
กล่องเสียง
หลอดลม
ขั้วปอด
แขนงขั้วปอด
ปอด
ถุงลมปอด
กระดูกซี่โครง
กระบังลม
ระบบย่อยอาหาร ปาก
ลิ้น
ฟัน
หลอดอาหาร
กระเพาะอาหาร
ลำไส้เล็ก
ลำไส้ใหญ่
ไส้ติ่ง
ทวารหนัก
ระบบทางเดินปัสสาวะ ไต
ท่อไต
กระเพาะปัสสาวะ
ท่อปัสสาวะ
จากที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พอจะช่วยนักเรียนเกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น
เมื่อนักเรียนมีคำถามครูว่า "การจำแนกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อกับอวัยวะต่างกันอย่างไร"
ตอบ เมื่อเซลล์หลาย ๆ เซลล์มาอยู่ร่วมกันสัมพันธ์กันเพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เรียกกว่าเนื้อเยื่อ ส่วนนื้อเยื่อหลายเนื้อเยื่อมารวมกันหรือทำหน้าที่อย่างเดียวกันเราจะเรียกว่าอวัยวะ
นักเรียนยังคงงงต่อไปแน่ ตัวอย่างที่จะทำความกระจ่างให้แก่นักเรียน ดังนี้
ระบบการทำงานของร่างกาย เนื้อเยื่อ อวัยวะ
ระบบสร้างเม็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ต่อมไทมัส
น้ำเลือด ม้าม
เกล็ดเลือด ตับ
ระบบประสาท สมอง
ไขสันหลัง
ระบบหมุนเวียนเลือด น้ำเลือด หลอดเลือด
เม็ดเลือด หัวใจ
ลิ้นหัวใจ
ระบบหายใจ จมูก
คอหอย
กล่องเสียง
หลอดลม
ขั้วปอด
แขนงขั้วปอด
ปอด
ถุงลมปอด
กระดูกซี่โครง
กระบังลม
ระบบย่อยอาหาร ปาก
ลิ้น
ฟัน
หลอดอาหาร
กระเพาะอาหาร
ลำไส้เล็ก
ลำไส้ใหญ่
ไส้ติ่ง
ทวารหนัก
ระบบทางเดินปัสสาวะ ไต
ท่อไต
กระเพาะปัสสาวะ
ท่อปัสสาวะ
จากที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พอจะช่วยนักเรียนเกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
การอบรมครูวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๖ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ โรงเรียนท่าตูมสนิทราษฤร์
วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถด้านการสืบเสาะ ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) โดยเน้นการใช้คำถามทางวิทยาศาสตร์ เยี่ยงนักวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรม Scientific Method
ซึ่งประกอบไปด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้่
๑.กิจกรรมเรื่อง ภาวะโลกร้อน
๒.กิจกรรมเรื่อง ไขปริศนานกฟินส์
๓.กิจกรรมเรื่อง กำเนิดดวงจันทร์
๔.กิจกรรมเรื่อง น้ำขึ้นน้ำลง
๕.กิจกรรมเรื่อง ทำไมจม ทำไมลอย
๖.กิจกรรมเรื่อง ปริมาตรหายไปไหน
วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถด้านการสืบเสาะ ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) โดยเน้นการใช้คำถามทางวิทยาศาสตร์ เยี่ยงนักวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรม Scientific Method
ซึ่งประกอบไปด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้่
๑.กิจกรรมเรื่อง ภาวะโลกร้อน
๒.กิจกรรมเรื่อง ไขปริศนานกฟินส์
๓.กิจกรรมเรื่อง กำเนิดดวงจันทร์
๔.กิจกรรมเรื่อง น้ำขึ้นน้ำลง
๕.กิจกรรมเรื่อง ทำไมจม ทำไมลอย
๖.กิจกรรมเรื่อง ปริมาตรหายไปไหน
เครื่องมือสำหรับการอภิปรายด้วยคำถามที่แย้งได้ในประเด็น How the Moon Formed
ทฤษฎีกำเนิดดวงจันทร์ : How the Moon Formed : 5 Wild Lunar Theories
1.Capture
2.Fission
3.Co-formation
4.Colliding planetesimals
5.Giant impact
ดวงจันทร์ในยามค่ำคืน บางคืนสว่างน้อย บางคืนสว่่างมาก บางคืนก็หายไปจากท้องฟ้า มีการเปลี่ยนแปลงแต่ละวัน ความสงสัยที่มักจะได้ยินคำถามจากบุคคลรอบข้างว่า " ไฟดวงกลม ๆ บนท้องฟ้าใหญ่ ๆ นั้นคืออะไร" เราก็จะตอบว่า "ดวงจันทร์ " คำถามของเด็กฉลาดจะถามต่อว่า " ดวงจันทร์มาจากใหน" ถ้าเราตอบว่า "พระเจ้าเป็นผู้สร้าง" เด็กก็จะไม่ถามต่อ....
หากเขาโตขึ้นและเรียนรู้มากขึ้น มีหลักฐานบางประการที่ทำให้เขาสังสัยต่อไปอีกว่า ถ้าพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างดวงจันทร์ แล้วดวงจันทร์มาโคจรรอบโลกได้อย่างไร
นักดาราศาสตร์ต่างก็ถกปัญหาที่ไปที่มาของดวงจันทร์ จึงเกิดสมมุติฐาน เกิดทฤษฎีที่พยายามอธิบายที่มาของดวงจันทร์ ดังต่อไปนี้
1. Capture ที่กล่าวว่า ดวงจันทร์ อาจจะ มีมาแต่เดิมดัง ดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ทั่ว ไป เช่น ดาวศุกร์ ก่อนที่จะถูก จับโดย แรงโน้มถ่วง ของโลกจนเกิด ดวงจันทร์ ในลักษณะนี้
1.Capture
2.Fission
3.Co-formation
4.Colliding planetesimals
5.Giant impact
ดวงจันทร์ในยามค่ำคืน บางคืนสว่างน้อย บางคืนสว่่างมาก บางคืนก็หายไปจากท้องฟ้า มีการเปลี่ยนแปลงแต่ละวัน ความสงสัยที่มักจะได้ยินคำถามจากบุคคลรอบข้างว่า " ไฟดวงกลม ๆ บนท้องฟ้าใหญ่ ๆ นั้นคืออะไร" เราก็จะตอบว่า "ดวงจันทร์ " คำถามของเด็กฉลาดจะถามต่อว่า " ดวงจันทร์มาจากใหน" ถ้าเราตอบว่า "พระเจ้าเป็นผู้สร้าง" เด็กก็จะไม่ถามต่อ....
หากเขาโตขึ้นและเรียนรู้มากขึ้น มีหลักฐานบางประการที่ทำให้เขาสังสัยต่อไปอีกว่า ถ้าพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างดวงจันทร์ แล้วดวงจันทร์มาโคจรรอบโลกได้อย่างไร
นักดาราศาสตร์ต่างก็ถกปัญหาที่ไปที่มาของดวงจันทร์ จึงเกิดสมมุติฐาน เกิดทฤษฎีที่พยายามอธิบายที่มาของดวงจันทร์ ดังต่อไปนี้
1. Capture ที่กล่าวว่า ดวงจันทร์ อาจจะ มีมาแต่เดิมดัง ดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ทั่ว ไป เช่น ดาวศุกร์ ก่อนที่จะถูก จับโดย แรงโน้มถ่วง ของโลกจนเกิด ดวงจันทร์ ในลักษณะนี้
2.Fission : เกิดพร้อม ๆ กับโลกที่หลอมเหลวและหมุนด้วยความเร็วเกิดแรงเหวียงที่มากพอจะทำให้มวลส่วนหนึ่งของโลกหลุดออกมา
3. Co-formation : ดวงจันทร์เกิดขึ้นควบคู่ไปกับโลกเมื่อ 4.5 พันล้านปีที่ผ่านมา โดยหลอมรวม จากก๊าซ และฝุ่นละออง เช่นเดียวกันกับระบบสุริยะของเราที่ก่อกำเนิดดาวเคราะห์
4.Colliding planetesimals :ดวงจันทร์เกิดขึ้น จากเศษฝุ่นละออง ที่หลอมรวมกัน
5.Giant impact : กล่าวว่าดวงจันทร์เกิดจากเทหวัตถุขนาดใหญ่มาเฉี่ยวชนจนส่วนหนึ่งของโลกนั้นหลุดออกไปแล้วหลอมรวมกันเป็นวัตถุทรงกลมดวงจันทร์
inquiry กับการกำหนดคำถามแรก
ทำความรู้จักกับคำว่า inquiry พอสังเขป ตามฉบับพจนานุกรม ดังนี้
: a request for information : ขอข้อมูล
: an official effort to collect and examine information about something :ความพยายาม ในการเก็บรวบรวม และตรวจสอบ ข้อมูลเกี่ยวกับ บางสิ่งบางอย่าง
: the act of asking questions in order to gather or collect information : การ
กระทำของการถามคำถามเพื่อ รวบรวม หรือเก็บข้อมูล
สรุป inquiry หมายถึง การถาม แล้วถามทำไม.... เพื่ออะไร อะไรเป็นต้นเหตุของคำถาม
เมื่อคำถามจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางภาษา ไม่ใช้ภาษาวาจาได้ไหม....โดยลงมือทำ( Do) ลงมือค้น( Investigate) ลงมือแสดง (Action)ได้ไหม
ในทางวิทยาศาสตร์จึงใช้ Inquiry เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คำตอบ(คำตอบที่อยู่ในรูป สมมุติฐาน : Hypothesis ซึ่งสมมุติฐานที่ไม่ได้มาจากการส่ม random guess) คำตอบดังกล่าวมีทิศทาง 3 ทางที่เป็นไปได้ คือ - negative , 0 , + positive
คำถามที่จะสามารถกำหนดเป็นปัญหานั้นสร้างได้อย่างไร แต่ละปัญหาล้วนมีความสลับซับซ้อนทั้งนั้น
ดังจะกำหนดสถาณการ์ต่อไปนี้
" ในคลองน้ำจืดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งข้าง ๆ หมู่บ้าน พบปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำตาย เช่นปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาเล็ก ๆ อีกหลายชนิด "
จากสถานการณ์ดังกล่าว อะไรคือปัญหา
ก.ปลาตาย
ข.น้ำเน่าเสีย
ค.นำมีสารพิษ
ง.น้ำมีออกซิเจนต่ำ
คำตอบ.. ข้อ ก. ปลายตาย แล้ว ข้อ อื่น ๆ คือ สาเหตุที่น่าจะทำให้ปลาตาย
เมื่อรู้ปัญหาแล้ว จะกำหนดปัญหาเพื่อสร้างคำตอบในรูปแบบวิทยาศาสตร์อย่างไร
ตอบ เมื่อปลาตายคือ ผล ส่วน น้ำเน่าเสีย น้ำมีสารพิษ น้ำมีออกซิเจนต่ำ และอื่น ๆ เป็นต้นเหตุ จึงกำหนดปัญหาได้ดังนี้
คำถามที่ 1 น้ำเน่าเสียทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 2 นำมีสารพิษทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 3 น้ำมีออกซิเจนต่ำทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 4 จุลินทรีย์ในน้ำทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ ......
คำถามมีมาก นักวิทยาศาสตร์จะสุ่มปัญหาไปตรวจสอบ แล้วสรุปได้หรือไม่
เงื่อนไข คำถาม 1 คำถามจะตอบคำตอบได้เพียงคำตอบเดียว
"One problem one hypothesis"
"A hypothesis is not a random guess."
จึงจำเป็นต้องจัดลำดับ คำถามเพื่อการพิสูจน์ตรวจสอบ ยากง่ายตามลำดับ
จะเรียงลำดับปัญหาได้อย่างไร...
การเรียงลำดับจำเป็นต้องอภิปราย discussion เพื่อถกประเด็นปัญหาจากหลักฐานและข้อมูลเบื้องต้นที่ปรากฎ
๑.คลองน้ำแห่งนี้มีการไหลของน้ำไหม... ตอบ มี แต่ไหลช้า ๆ ไม่ทราบอัตราการไหล
๒.คลองน้ำแห่งนี้มีพืชน้ำหรือไม่ ตอบ มีเป็นหย่อม ๆ
๓.คลองน้ำแห่งนี้มีสีของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ตอบ เดิมมีสีขุ่น แต่ตอนนี้สีเป็นสีเข้ม มีกลิ่น
๔.พบสิ่งมีชิวิตอื่นที่อยู่ในน้ำอื่น ๆ อีกบ้างไหม ตอบ พบมวนน้ำ กบ เขียด เป็นต้น
๕.คล้องแห่งนี้มีท่อระบายน้ำทิ้งลงคลองหรือไม่.... ตอบ มี
๖.ปลายตายส่วนใหญ่เป็นปลาชนิดใด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาช่อน
๗.พืชน้ำตายด้วยหรือไม่ ตอบ ปกติ
๘.ต้นน้ำ มีปลาอาศัยตามปกติ
๙.ปลาตายมาเป็นวันที่ ๓ แล้ว
จากข้อมูลเบื้องต้น จะนำไปสู่การอนุมานที่สอดคล้องกับประเด็นปัญหาย่อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ตารางวิเคราะห์ จะง่ายและสะดวกกว่า
: a request for information : ขอข้อมูล
: an official effort to collect and examine information about something :ความพยายาม ในการเก็บรวบรวม และตรวจสอบ ข้อมูลเกี่ยวกับ บางสิ่งบางอย่าง
: the act of asking questions in order to gather or collect information : การ
กระทำของการถามคำถามเพื่อ รวบรวม หรือเก็บข้อมูล
สรุป inquiry หมายถึง การถาม แล้วถามทำไม.... เพื่ออะไร อะไรเป็นต้นเหตุของคำถาม
เมื่อคำถามจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางภาษา ไม่ใช้ภาษาวาจาได้ไหม....โดยลงมือทำ( Do) ลงมือค้น( Investigate) ลงมือแสดง (Action)ได้ไหม
ในทางวิทยาศาสตร์จึงใช้ Inquiry เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คำตอบ(คำตอบที่อยู่ในรูป สมมุติฐาน : Hypothesis ซึ่งสมมุติฐานที่ไม่ได้มาจากการส่ม random guess) คำตอบดังกล่าวมีทิศทาง 3 ทางที่เป็นไปได้ คือ - negative , 0 , + positive
คำถามที่จะสามารถกำหนดเป็นปัญหานั้นสร้างได้อย่างไร แต่ละปัญหาล้วนมีความสลับซับซ้อนทั้งนั้น
ดังจะกำหนดสถาณการ์ต่อไปนี้
" ในคลองน้ำจืดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งข้าง ๆ หมู่บ้าน พบปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำตาย เช่นปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาเล็ก ๆ อีกหลายชนิด "
จากสถานการณ์ดังกล่าว อะไรคือปัญหา
ก.ปลาตาย
ข.น้ำเน่าเสีย
ค.นำมีสารพิษ
ง.น้ำมีออกซิเจนต่ำ
คำตอบ.. ข้อ ก. ปลายตาย แล้ว ข้อ อื่น ๆ คือ สาเหตุที่น่าจะทำให้ปลาตาย
เมื่อรู้ปัญหาแล้ว จะกำหนดปัญหาเพื่อสร้างคำตอบในรูปแบบวิทยาศาสตร์อย่างไร
ตอบ เมื่อปลาตายคือ ผล ส่วน น้ำเน่าเสีย น้ำมีสารพิษ น้ำมีออกซิเจนต่ำ และอื่น ๆ เป็นต้นเหตุ จึงกำหนดปัญหาได้ดังนี้
คำถามที่ 1 น้ำเน่าเสียทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 2 นำมีสารพิษทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 3 น้ำมีออกซิเจนต่ำทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ 4 จุลินทรีย์ในน้ำทำให้ปลาตายใช่หรือไม่
คำถามที่ ......
คำถามมีมาก นักวิทยาศาสตร์จะสุ่มปัญหาไปตรวจสอบ แล้วสรุปได้หรือไม่
เงื่อนไข คำถาม 1 คำถามจะตอบคำตอบได้เพียงคำตอบเดียว
"One problem one hypothesis"
"A hypothesis is not a random guess."
จึงจำเป็นต้องจัดลำดับ คำถามเพื่อการพิสูจน์ตรวจสอบ ยากง่ายตามลำดับ
จะเรียงลำดับปัญหาได้อย่างไร...
การเรียงลำดับจำเป็นต้องอภิปราย discussion เพื่อถกประเด็นปัญหาจากหลักฐานและข้อมูลเบื้องต้นที่ปรากฎ
๑.คลองน้ำแห่งนี้มีการไหลของน้ำไหม... ตอบ มี แต่ไหลช้า ๆ ไม่ทราบอัตราการไหล
๒.คลองน้ำแห่งนี้มีพืชน้ำหรือไม่ ตอบ มีเป็นหย่อม ๆ
๓.คลองน้ำแห่งนี้มีสีของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ตอบ เดิมมีสีขุ่น แต่ตอนนี้สีเป็นสีเข้ม มีกลิ่น
๔.พบสิ่งมีชิวิตอื่นที่อยู่ในน้ำอื่น ๆ อีกบ้างไหม ตอบ พบมวนน้ำ กบ เขียด เป็นต้น
๕.คล้องแห่งนี้มีท่อระบายน้ำทิ้งลงคลองหรือไม่.... ตอบ มี
๖.ปลายตายส่วนใหญ่เป็นปลาชนิดใด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาช่อน
๗.พืชน้ำตายด้วยหรือไม่ ตอบ ปกติ
๘.ต้นน้ำ มีปลาอาศัยตามปกติ
๙.ปลาตายมาเป็นวันที่ ๓ แล้ว
จากข้อมูลเบื้องต้น จะนำไปสู่การอนุมานที่สอดคล้องกับประเด็นปัญหาย่อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ตารางวิเคราะห์ จะง่ายและสะดวกกว่า
วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558
แบบทดสอบวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ ป ๔ - ๖
สำหรับนักเรียนโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรีและผู้ที่สนใจทั่วไป
แบบทดสอบวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
ชุดที่ ๔/๑
ชุดที่ ๔/๒ แนวข้อสอบกลาง
ชุดที่ ๔/๓
เฉลย
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
ชุดที่ ๕/๑ แนวข้อสอบกลาง
ชุดที่ ๕/๒
ชุดที่ ๕/๓
เฉลย
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
ชุดที่ ๖/๑
ชุดที่ ๖/๒
ชุดที่ ๖/๓
เฉลย
O-net ป.๖
ชุด ๒
ชุด ๓
ชุด ๔
นักเรียนสามารถพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการเรียนได้
เครติด จาก บ.อจท http://www.aksorn.com/
แบบทดสอบวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
ชุดที่ ๔/๑
ชุดที่ ๔/๒ แนวข้อสอบกลาง
ชุดที่ ๔/๓
เฉลย
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
ชุดที่ ๕/๑ แนวข้อสอบกลาง
ชุดที่ ๕/๒
ชุดที่ ๕/๓
เฉลย
วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
ชุดที่ ๖/๑
ชุดที่ ๖/๒
ชุดที่ ๖/๓
เฉลย
O-net ป.๖
ชุด ๒
ชุด ๓
ชุด ๔
นักเรียนสามารถพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการเรียนได้
เครติด จาก บ.อจท http://www.aksorn.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


























