วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธรรมชาติวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา

เมื่อวิทยาศาสตร์ ถูกกำหนดว่าเป็น องค์ความรู้ และกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ ประเด็นการกำหนด                  กิจกรรมการเรียนรู้ เน้น องค์ความรู้ ก็จะเป็นการเรียนรู้อดีต
         ถ้าหากจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เผชิญสถานะการ ตามธรรมชาติวิทยาศาสตร์ ก็จะเกิดกระบวนการที่สมองจะจัดระเบียบเพื่อการเรียนรู้ พร้อม ๆ กับสะสมทักษะ ความชำนาญในการจัดการสถานะการดัง
กล่าว
        ผมตกใจเหตุการณ์ที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ (อายุประมาณ ๑๐ ปี) คาดเดาทิศทางการไหลของของเหลวจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ (การไหลของน้ำ) ไม่ถูก
        สิ่งนี้จะง่ายกับประสบการณ์ผม แต่จะยากสำหรับนักเรียนชั้นดังกล่าวที่เคยเห็นแต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าของเหลว(น้ำ) ไหลลงสู่ที่ต่ำเนื่องจากอะไร ทำไมจึงไหลได้ ....


น้ำมักจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เด็ก ๆ เห็นแต่สงสัย น้ำไหลขึ้นก่อนตกได้อย่างไร....งง

น้ำไปที่สูงกว่าได้อย่างไร...
             ๑.เกิดจากธรรมชาติ


๒.เกิดจากมนุษย์เป็นผู้กระทำ ปั้มน้ำที่เป็นเครื่องมืือส่งน้ำจากที่ต่ำกว่าไปยังจุดที่สูงกว่าได้

เหตุการณ์ที่มักจะเกินการคาดคิดจริงหรือ...




เหตุณ์การเกิดซ้ำได้ ก็จะเป็นเหตุกาณ์ตามเงื่อนไขวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์ได้


อีกตัวอย่างที่นักเรียนสงสัยน้ำเอาชนะแรงดึงจากแรงโน้มถ่วงของโลกหรือว่าอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก ทั้ง ๆ น้ำยกตัวสูงขึ้นซึ่งปราศจากเครื่องปั้ม.....

ตอบ....... ยังอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก  ไม่ใช่ชนะแรงโน้มถ่วงของโลก  เนื่องจากแรงดันอากาศที่ตำ่ภายในหลอดลดต่ำลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมวลน้ำส่วนปลายด้านออกไหลแรงดันอากาศส่วนนอกที่มากจึงดันมวลน้ำในแก้วส่งต่อเข้าไปในหลอดได้อีกครั้ง(กาลักน้ำ)


ไอน้ำมีพลังงานมากพอที่จะชนะแรงโน้มถ่วงของโลกได้/ ปั้มน้ำได้แรงต้นกำลังจากมนุษย์






หากเราไม่สอนการเผชิญ ปล่อยให้เขาไปเผชิญในสถานการณ์จริง อาจจะไม่โชคดี ไม่ได้กลับการใช้ประสบการณ์  ครูควรสร้างสถานการณ์จำลอง อย่าง ๆ น้อย ก็จะพบเหตุการณ์ที่ไม่มีเวลาคิด หรือนาทีชีวิต เขาจะเอาตัวรอดได้
     ถ้ามัวแต่เน้นองค์ความรู้เราจะเสียเขาไป... ธรรมชาติวิทยาศาสตร์ คือ การเผชิญสถานการณ์ วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาลักษณะเดียวกันกับพลศึกษา... แล้วท่านคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดหรือยัง

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ระบบนิเวศ กิจกรรมสำรวจสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ โรงเรียน

มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
 ว 2.1  ป.6/1                สำรวจและอภิปรายความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ต่างๆ
ว 8.1   ป.6/2            วางแผนการสังเกต เสนอการสำรวจ ตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้า และคาดการณ์สิ่งที่จะพบจากการสำรวจตรวจสอบ
                   ป.6/3       เลือกอุปกรณ์ และวิธีการสำรวจตรวจสอบที่ถูกต้องเหมาะสมให้ได้ผลที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้
                   ป.6/6       แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ อธิบาย ลงความเห็นและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้
                   ป.6/7       บันทึกและอธิบายผลการสำรวจตรวจสอบตามความเป็นจริง มีเหตุผลและมีประจักษ์พยานอ้างอิง
                   ป.6/8       นำเสนอ จัดแสดงผลงานโดยอธิบายด้วยวาจา และเขียนรายงานแสดงกระบวนการและผลของงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
     ความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ตามสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยู่อาศัยนั้น ๆ ในท้องถิ่น

คำยากท้าทายให้ตอบ
    สิ่งมีชีวิต หมายถึง........................................................(สิ่งที่สามารถดำเนินการใช้สสารและพลังงานได้)
    สิ่งไม่มีชีวิต หมายถึง ...................................................(สิ่งที่เป็นสสาร หรือ พลังงาน)
   แหล่งที่อยู่  หมายถึง ....................................................(สถานที่ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ใต้ขอนไม้ เป็นแหล่งที่อยู่ของมด กิ้งกือ เห็ด ฯลฯ)
   กลุ่มสิ่งมีชีวิต หมายถึง ..................................................(สิ่งมีชีวิตมากกว่าหนึ่งชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มในแหล่งที่อยู่อาศัยเดียวกัน)
   ความสัมพันธ์ หมายถึง ..................................................(ความเกี่ยวข้องกันในลักษณะต่าง ๆ)
   ระบบนิเวศ หมายถึง ..................................................(ระบบที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตอาศัยในแหล่งที่อยู่เดียวกัน  มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีความสัมพันธ์กับแหล่งที่อยู่นั้นด้วย)

คำว่า "ตามสภาพแวดล้อม " มีความหมายอย่างไร....... กล่าวถึง ความสัมพันธ์ หรือ กลุ่มสิ่งมีชีวิต  (ประโยคภาษาต่างประเทศ ทำให้ นักเรียน งง ว่าประธานของประโยค คือ ความสัมพันธ์ หรือว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต ...)
 แปลมา จึง พบว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต เป็น ประธาน
       สภาพของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็มีความแตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์  ไม่อาจกล่าวได้โดยนัยใดนัยหนึ่ง ดังนั้น สภาพแวดล้อมที่ต่างกันก็น่าจะมีความสัมพันธืที่แตกต่างกัน จริงหรือไม่.....
       ปัญหาข้างตนจึงเป็นที่มาของการสำรวจเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งที่อยู่(ไม่มีชีวิต) ในแต่ละแหล่งแตกต่างกันจริงหรือไม่...อะไรแตกต่างกัน(ชนิดสิ่งมีชีวิต) จริงไหม...

ปัญหา
           แหล่งที่อยู่ต่างกันพบสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน หรือไม่
ตรวจสอบอย่างไร 
      ตั้งสมมุติฐานการสำรวจก่อน แต่ละแห่งน่าจะพบสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน จะเขียนสมมุติฐานอย่างไร
     สมมุติฐาน : แหล่งที่อยู่ต่างกันพบสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน

วิเคราะห์สมมุติฐาน
       แหล่งที่อยู่ คือ ต้นเหตุ    กลายเป็น ตัวแปรต้น หรือ ตัวแปรอิสระ
       ชนิดของสิ่งมีชีวิต คือ ผล   กลายเป็นตัวแปรตาม
       ตัวแประควบคุม มีหรือไม่......     ควบคุมยาก   แต่กำหนดกรอบการสำรวจได้ ด้วยการกำหนด อาณาเขต คือ  เฉพาะบริเวณโรงเรียนเท่านั้น

วิธีการสำรวจ เพื่อการตรวจสอบสมมุติฐาน
    ๑.นักเรียนแบ่งกล่มกลุ่มละ ๔ - ๕ คน มีอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ แว่นขยาย ไม่บรรทัด กล่องพลาสติก คีบหนีบ ตะแกรงร่อน เป็นต้น
    ๒.กำหนดแหล่งสำรวจอย่างน้อย ๒ แหล่ง เช่น แหล่งบนบก น้ำ ใต้ก้อนหิน ขอนไม้ผุ เป็นต้น เพื่อลดอันตรายและความเสียงของสัตว์มีพิษต่าง ๆ 
    ๓.เก็บสิ่งมีชีวิตที่พบลงกล่องเพื่อจำแนกชนิดและนับจำนวนที่พบ บันทึกผลลงตาราง

ตัวอย่างตารางบันทึกผล

แหล่งสำรวจ    ชนิดของสิ่งมีชีวิต   จำนวน    ตำแหน่งที่พบ   :  ชนิดของสิ่งไม่มีชีวิต จำนวน   ตำแหน่งที่พบ

ขอนไม้ผุ          มด                    6            บน                 ไม้แห้ง                  1           บน
                    ปลวก                8             ใน                  ดิน                      มาก         ใต้
                    กิ้งเกือ                1            ล่าง

กระถางบัว        บัว                    4           บน                   น้ำ                    มาก
                     แหน                 30           บน                  โคลน                  มาก
                     หอย                 2            ใน
                    ปลาหางนกยูง      12            ใน

จากตาราง พบตัวตัวแปรต้น คือ ขอนไม่ผุ  และ กระถางบัว
             ตัวแปรตาม คือ ชนิด สิ่งมีชีวิต เช่น มด กิ้งเกือ ปลวก ปลา หอย บัว เป็นต้น

จะสรุปผลอย่างไร
          
              เมื่อเราตั้งสมมุติฐานว่า  แหล่งที่อยู่ต่างกันพบสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน  เราใช้แหล่งที่อยู่ต่างกันหรือยัง ตอบ ต่างกันแล้ว   คือ  ขอนไม้ผุ และ กระถางบัว   เราพบสิ่งมีชีวิตเหมือนกนหรือไม่ ตอบ ไม่  พบปลาในน้ำเท่านั้น ขอนไม้ไม่มีน้ำมากพอที่จะเป็นที่อยู่เลี้ยงพา  ฉะนั้นจึงสามารถเขียนข้อสรุปผลการทดลองได้ว่า

สรุปผลการทดลอง
             แหล่งที่อยู่ต่างกันพบสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน 


                             ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕





          

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทำความเข้าใจโครโมโซม ระดับประถมของเด็กช่างสงสัย

โครโมโซม คือ อะไร ..................  ตอบ เป็นที่อยู่ของหน่วยพันธุกรรม

แล้ว หน่วยพันธุกรรม คือ อะไร .............  ตอบ คือ ยีน (Gene)

แล้ว ยีน คือ อะไร ..............  ตอบ  สิ่งที่ทำหน้าที่กำหนดลักษณะทางพันธุกรรม

ผมงง งง แน่ วนมาหาพันธุกรรมอีกแล้ว งง?

ขอดูหน้าตา หรือลักษณะเป็นอย่างไร
ภาพ 1

วุ่นวายไปหมด..... แต่พอเดา ๆ ได้ว่า คล้ายปลาท่องโก๋ แน่ ๆ
ดูอีกภาพ
ภาพ 2
โอ้... อือ.... ว่าแล้ว 
เอ มันมาจากไหนครับ.....?

ภาพ 3
นิวเคลียสมันอยู่ที่ไหน...... ตอบ อยู่ภายในเซลล์   ส่วนเซลล์ ก็คือหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต คนเราก็มีเซลล์ต่าง ๆ เต็มไปหมดประกอบเป็นตัวเรานั่นไง

มาทำความรู้จักโครโมโซมได้หรือยังครับ

ภาพ 4
ตัวอย่างภาพ 4 มี โครโมโซมมีกี่คู่......................................................... ตอบ   1/2 คู่ คือ 1 แท่ง โครมาติน ส่วนคำว่า โคมาติด ก็คือ ส่วนที่โครโมโซมพยายามจำลองแท่งโครมาตินแต่ยังไม่แยกออกจากัน จึงเรียกว่าโครมาติด
ศึกษาเพิ่มเติมที่ http://www.litebiology.com/2010/04/difference-chromatin-chromatid-chromosome.html

ดูภาพโครโมโซมแล้วตอบคำถาม
ภาพ 5
จากภาพที่ 5 มีจำนวนโครโมโซมทั้งหมดกี่คู่............................................. (ตอบ......)

เฉลย
ภาพ 6

ตอบ 23 คู่
คู่ที่ 23 ทำไมเขียนสัญลักษณ์ xy ...................... ตอบ เป็นโครโมโซมที่กำหนดลักษณะเพศ
แท่งยาวมีลักษณะ X
แท่งส้นมีลักษณะ y 

งง
แล้ว คู่ที่ 21 22 คงเป็น xx  และ xx ใช่ไหม......  ตอบ ไม่ เราเพียงกำหนดรูปแบบ x และ y ในคู่ที่ 23 เท่านั้น

การนำโครโมโซมขนาดต่างๆ มาเรียงกันกันเรียกว่า

แครีโอไทป์ (Karyotype) 

แครีโอไทป์ คือ อะไร  ชื่อคล้ายกับลักษณะชนิดของการหิ้วเลย.... เข้าใจถูกต้องครับ
แล้วใครเป็นผู้หิ้วครับ....... ตอบ 
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเซนโตเมียร์ ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะ โครมาติน สองแท่งมาติดกัน หรือเข้าคู่กัน
ดูเพิ่มเติมได้ที่http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A1

คนเรามีโครโมโซมทั้งหมดกี่คู่.................  ตอบ
23  คู่
22 คู่ เป็นโครโทโซมร่างกาย
และ อีก 1 ครูเป็นโครโมโซมเพศ

ถ้าคู่สุดท้าย เป็น xx แสดงว่าเป็นเพศหญิง  แต่ถ้า เป็น xy เป็นเพศ ชาย

งง
บอกว่าเป็นคู่ ภาพเป็นคู่ดูอย่างไรครับ
ภาพ 7
ออ...หนึ่งแท่ง คือ รูป 1 รูปปาท่องโก๋ว่างั้น.... เหมือนภาพ 2 ข้างบนใช่ไหม..... 
จำลองให้เห็นเมื่อถ่างออกบ้าง

พอเข้าใจบ้าง ลองคนหาดูว่าแบบนี้น่าจะเป็นชายหรือหญิงครับ........ ตอบ  xx เป็นหญิง

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลังกระดาษเปล่าสร้างแบบจำลองสุริยุปราคา

การสร้างแบบจำลองระบบสุริยะสิ่งที่ผลิตจะต้องตระหนักความสำคัญคือ ขนาดที่สัมพันธ์แบบสัดส่วนกับของจริง เมื่อโลกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง            12,756 กิโลเมตร
                                                   ดวงจันทร์             3,476 กิโลเมตร
                                                   ดวงอาทิตย์    1,392,000 กิโลเมตร
ดวงจันทร์มีระยะห่างจากโลก คือ                          384,000 กิโลเมตร

โจทย์  ถ้าเราต้องการสร้างแบบจำลองภายในกล่องกระดาษ ดับเบิล เอ ที่มีขนาด ภายในกล่อง 22 เซนติเมตร * 30 เซนติเมตร * 26  เซนติเมตร
ภาพที่ 1 ขนาดกล่อง
จะกำหนดสัดส่วนจำลองภายในกล่องอย่างไร 
( cm ย่อมาจาก เซนติเมตร)
แนวคิด

    สิ่งแรกที่พิจารณาคือ  ขนาดของกล่องคงไม่รองรับดวงอาทิตย์แน่  เมื่อบรรจุดวงอาทิตย์ได้ ดวงจันทร์คงจะเล็กมากจนไม่สามารถสังเกตได้  ดังนั้นจึงต้อง ตัดดวงอาทิตออก  คงเหลือเพียง ดวงจันทร์กับ โลกเท่านั้น จะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า
     เมื่อเราใช้ลูกปิงปองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  4 เซนติเมตร ดังนั้นโลกมีขนาด = (12,756 * 4) / 3,476
                                                                                                                             = 14.68 cm
หรือประมาณ 5.78 นิ้ว  โฟมมีจำหน่ายตามท้องตลาดขนาด 6 นิ้ว 
 ระยะห่าง   384,000 km /  869  = 441.89 cm  คงจะบรรจุภายในกล่องไม่ได้  จึงพบข้อจำกัด... ไม่เกิน 26 cm
ซึ่ง แกนห่างกันได้ 24/2 = 12 cm

    ภาพที่ 2 แกนระนาบ
    ระนาบของดวงจันทร์กับโลกกำหนดให้อยู่ในระนาบเดียวกันเพื่อให้สังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ 

วัสดุอุปกณ์
  
          1.ลังเปล่า
          2.ไม้ตะเกียบ
          3.กระดาษแข็งหรือฟิวเจอร์บอร์ด
          4.โฟมทรงกลม ขนาด 6 นิ้ว
          5.ลูกปิงปอง ขนาด 2 นิ้ว
          6.เทปกาวหรือแล็กซีน
          7.คัตเตอร์

วิธีสร้าง 
          1.ตัดกระดาษแข็งเป็นรูปวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว 1 แผ่น
          2.นำตะเกียบ เสียบทะลุโฟมทรงกลม ณ จุดศูนย์กลาง และแผ่นกระดาษกลมในข้อ 1
          3.ต่อส่วนยื่น ขนาด 1*2 นิ้ว พร้อมติดเทปกาวและเจาะกึ่งกลาง
          4.นำลูกปิงปิงเจาะกลางด้วยปลายคัดเตอร์เพียงเล็กน้อยเพื่อเสียบตะเกียบได้ ปลายตะเกียบยาว 6 นิ้ว เพื่อการเลื่อนขึ้นลงของลูกปิงปองได้ง่าย
          5.เจาะกึ่งกลางลังกระดาษเป็นแนวแกนหมุนของลูกโลกโฟม ยึดด้วยเทปกาว
          6.ทดสอบการหมุนหากติดขัดด้านข้างก็ขยับให้ได้กึ่งกลางที่สมดุล
          7. เจาะช่องแสงได้ข้าง

          



ส่วนยื่่น ลูกปิงปองแทนดวงจันทร์



เงาที่เกิดบนโฟมสีขาว แทนปรากฏการณ์สุริยุปราคา




ภาพที่ 3 แบบจำลอง

คำถาม
    ๑.สิ่งที่นักเรียนสงสัยกับแบจำลองนี้มากที่สุด คือ ....................................................    (การเกิดเงา และแยกความแตกต่้างระหว่างเงามืดกับเงามัวไม่ได้)
   ๒.ตำแหน่งใดบ้างที่สามารถสร้างเงาบนดวงจันทร์ได้..................................
   ๓.ตำแหน่งใดบ้างที่สามารถสร้างเงาบนโลกได้..................................
  ๔.ส่วนสว่างบนโลก คือกลางวันหรือกลางคืน....................................................
  ๕.ส่วนสว่างบนดวงจันทร์ คนบนโลกสังเกตได้หรือไม่.....................  อย่างไร......................................
.................................................................................................................................................................


                                                  

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัฏจักรชีวิตสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕

วัฏจักรชีวิตสัตว์ หรือใช้คำว่า วงจรชีวิตสัตว์ (Life cycle)
ความหมาย
    
วงจรชีวิตของสัตว์ หมายถึง ชีวิตการเจริญเติบโตของสัตว์ที่เจริญเติบโตต่อเนื่องกันมาอย่างเป็นระเบียบ การเจริญเติบโตของสัตว์บางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในการเจริญเติบโตเช่น กบ ตอนแรกมาจากแม่ครั้งแรกจะเป็นไข่ หลังจากนั้นจะเปลี่ยนจากไข่กลายเป็นลูกอ๊อด เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยหางจะหดลงแล้วขึ้นมาหากินบนบกจนกลายเป็นกบ

Metamorphosis       Metamorphosis  หมายถึง การเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะเป็นขั้น ๆ ในระหว่างเจริญเติบโตได้แก่ สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก และแมลงเกือบทุกชนิด  การเปลี่ยนแปลงรูปร่างมี 3 แบบ 

การเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างครบ 4 ชั้น (Complete Metamorphosis)     เมตามอร์โฟซีสแบบสมบูรณ์ คือ แมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างครบ 4 ขั้น คือ ไข่ (egg) è ตัวอ่อน (larva) è ดักแด้ (pupa) è ตัวเต็มวัย (adult) ได้แก่ ยุง ผีเสื้อ ผึ้ง มด ต่อ แตน ไหม แมลงวัน ด้วง
การเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่ครบ 4 ชั้น (Incomplete Metamorphosis)     เมตามอร์โฟซีสแบบไม่สมบูรณ์ คือ แมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่ครบขั้น มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพียง 3 ขั้น คือ ไข่ (egg) èตัวอ่อนในน้ำ (naiad) è ตัวเต็มวัย (adult) ได้แก่ แมลงปอ ชีปะขาว จิงโจ้น้ำ
การเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Metamorphosis)     เมตามอร์โฟซีสแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ แมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่ละน้อยไม่ครบขั้น มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพียง 3 ขั้น คือ ไข่ (egg) è ตัวอ่อน (mymph) è ตัวเต็มวัย (adult)  ได้แก่ แมลงสาบ ตั๊กแตน จิ้งหรีด จักจั่น มวนต่าง ๆ เหา ปลวก ไร เรือด เพลี้ย

การเติบโตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะ (Ametamorphosis)     การเจริญเติบโตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะเป็นขั้น ๆ ในระหว่างเจริญเติบโต ตัวอ่อนจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อนคลาน สัตว์ปีก แมลงบางชนิด เช่น ตัวสองง่าม ตัวสามง่าม แมลงหางดีด
แบบทดสอบ จำนวน 5 ข้อ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เก็บตกคำถามในระบบหมุนเวียนเลือดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ใฝ่เรียนรู้

ขอบข่ายสาระการเรียนรู้แกนกลางรายวิชา วิทยาศาสตร์ ป.๖
มฐ. ว ๑.๑ ป๖/๒  อธิบายการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบหมุนเวียนเลือดมนุษย์

สาระสำคัญ
   ระบบบย่อยอาหาร ทำหน้าที่ย่อยอาหารให้เป็นสารอาหารขนาดเล็กแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด แก็สออกซิเจนที่ได้จากระบบหายใจจะทำให้สารอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้
ตอนที่ ๑
คำถามที่เกี่ยวข้อง(ขอบข่ายระบบภายในร่างกายมนุษย์)
   ๑.การย่อยอาหารเกิดขึ้นที่ส่วนใดได้บ้าง.......................................................................
   ๒.ที่ปากสามารถย่อยอาหารด้วยกระบวนการทางเคมีของสารประเภทใด........................
   ๓.หลอดอาหารช่วยย่อยอาหารได้หรือไม่....................
   ๔.กระเพาะอาหารย่อยอาหารประเภทใด........................................................................
   ๕.กระเพาะอาหารดูดซึมสารอาหารได้หรือไม่............................................................................
   ๖.น้ำย่อยที่ใช้ในกระเพาะอาหารได้แก่อะไรบ้าง.................................................................. และถูกสร้างมาจากอวัยวะใด................................................................................................................
  ๗.ลำไส้เล็กมีหน้าที่อะไร..............................................................................................................
  ๘.น้ำย่อยที่ใช้ในลำไส้เล็กใช้ย่อยสารอาหารประเภทใดได้บ้าง..............................................................
..................................................................................................................................................................
  ๙.สารอาหารถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่ส่วนใดของลำไส้เล็ก............................................................
 ๑๐.ระบบหมุนเวียนเลือดทำหน้าที่อะไร....................................................................................................
 ๑๑.ทำไมคนเราต้องมีเลือด ทั้ง ๆ ที่เราก็ได้กินอาหารและย่อยอาหารไปแล้ว..........................................
..................................................................................................................................................................
 ๑๒.เลือดมีองค์ประกอบอะไรบ้าง.............................................................................................................
 ๑๓.องค์ประกอบใดของเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจน .......... ..................................................
 ๑๔.องค์ประกอบใดของเลือดที่ทำหน้าที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค..............................................................
 ๑๕.องค์ประกอบใดของเลือดที่ทำหน้าที่ในการสมานแผลของหลอดเลือด.............................................
 ๑๖.สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือดแดง คือ อะไร....................................................................
๑๗.รูปร่างของเม็ดเลือดแดงคล้ายกับสิ่งใด...............................................................................................
๑๘.หัวใจทำงานสัมพันธ์กับระบบหมุนเวียนเลือดอย่างไร.........................................................................
..................................................................................................................................................................
๑๙.หัวใจมี..............ห้อง แต่ละห้องทำงานเหมือนหรือแตกต่างกัน................... อย่างไร...........................
..................................................................................................................................................................
๒๐.อักษรย่อที่พบ RBCs ย่อมาจากอะไร..................................................................................................
                              WBCs ย่อมาจากอะไร.................................................................................................

ตัวอย่างภาพ

ภาพที่ ๑ เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells)

ภาพที่ ๒ ส่วนประกอบของเลือดหลังจากการปั่นแยก


ภาพ ๓ เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells)

 ภาพ ๔ ความแตกต่างระหว่างเม็ดเลือดแดงที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน ซึงมีสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญคือ  ฮีโมโกลบิน ( hemoglobin [Am.]) (แบบอเมริกา) ส่วนอังกฤษ ว่า เฮโมโกลบิน: haemoglobin [Br.]) ย่อเป็น Hb หรือ Hgb 

ภาพ ๕ เม็ดเลือดแดงเมื่ออยู่รวมกันกับส่วนประกอบอื่น ๆ 


ภาพ ๖ ขนาดของเชลล์เม็ดเลือดแดง ประมาณ 6-8 ไมครอน


ภาพ ๗ เซลล์เม็ดเลือดแดงเทียบกับเซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด


ภาพ ๘ รูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดจากกล้องจุลลทรรศน์


ภาพ ๙ รูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดจากกล้องจุลลทรรศน์
สีม่วงที่พบน่าจะเป็นเซลล์ใด......................................................


ภาพ ๑๐เซลล์เม็ดเลือดแดง ล้อมเซลล์เม็ดเลือดขาว 


ภาพ ๑๑ แผนภาพทิศทางการไหลเวียนของเลือด
ส่วนสีฟ้ากับส่วนสีแดงของหลอดเลือด  แสดงไว้เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างใน
เรื่องใด.........................................................................................




ภาพ ๑๒ ให้ตอบคำถามต่อไปนี้

หมายเลข 1 คือ.............................................................................................
หมายเลข 2 คือ.............................................................................................
หมายเลข 3 คือ.............................................................................................
หมายเลข 4 คือ.............................................................................................
หมายเลข A คือ.............................................................................................
หมายเลข B คือ.............................................................................................
หมายเลข C คือ.............................................................................................
หมายเลข D คือ.............................................................................................
ตอบแบบทับศัพท์ได้

คำถามที่นักเรียนช่างสงสัย
   ๑.ครูครับหลอดเลือดที่มีทิศทางสัมพันธ์กับหัวใจมีกี่..................ทิศ ครับ ( ๑ ทิศ/ ๒ ทิศ)
   ๒.ทิศทางไหลเวียนของเลือดที่เข้าสู่หัวใจจะเขียนแทนสัญญลักษณ์ใด......................(ลูกสรชี้เข้า/ลูกสรชี้ออก)
   ๓.หลอดเลือดจากหัวใจไปยังปอด มีชื่อว่าอะไรบ้าง...........................................................................(หลอดเลือดแดงพัลโมนารี (pulmonary arteries)/หลอดเลือดดำพัลโมนารี (pulmonary veins) 
  ๔.จากข้อ ๓ ทำไมหลอดเลือดแดงพัลโมนารี (pulmonary arteries) ทั้งที่ลงท้ายด้วย " arteries " แต่ทำไมต้องเขียนแทนด้วยสีน้ำเงินหรือดำ......................................................................
ในทางกลับกัน เมื่อ หลอดเลือดดำพัลโมนารี (pulmonary veins) ทั้งที่ลงท้ายด้วยคำว่า "veins" แล้วทำไมต้องเขียนแทนด้วยสีแดง .......................................................................(เนื่องจาก ทิศทางการไหลเวียนเข้าออกหัวใจ / ความเข้มข้นของปริมาณออกซิเจน เป็นเกณฑ์)

การเรียนรู้อย่างมีความหมาย ที่สอดคล้องกับนักการศึกษา ออซูเบล (Ausubel , David 1963)    เป็นนักจิตวิทยาแนวปัญญานิยม  ออซูเบลกล่าวไว้ว่า "การเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน  หากการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน"  หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้  คือ  มีการนำเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์  หรือกรอบแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้เรียนก่อนการสอนเนื้อหาสาระ นั้นๆ  จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาสาระนั้นอย่างมีความหมาย  
(A Theory of Meaningful Verbal Learning)
   ภาพใดก็ตามที่พยายามอธิบายหรือสื่อให้ผู้เรียนนั้นจะต้องสามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะความสงสัยจากการรับรู้ด้วยการสังเกตนั้นของเด็กนั้น ถ้าเกิดปัญญหา หรือ conflict  ก่อน ก็จะทำให้เกิดความท้าทายที่จะค้นหาคำตอบเพื่อคลายปมดังกล่าวได้
ทีมา : http://en.wikipedia.org/wiki/David_Ausubel